วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Merry Christmas




             ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 23 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิซาไกกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 64 - ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย


             คำอวยพรสำหรับเทศกาลคริสมาสใช้ คำอวยพรว่า Merry Christmas สุขสันต์ วันคริสต์มาส 
คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ต่อมาคือ "เพลง" ที่ใช้เฉลิมฉลองทั้งจังหวะช้าและจังหวะสนุกสนานส่วนใหญ่แต่งในยุคพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ค.ศ.1840-1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย 

             นักบุญ(เซนต์)นิโคลัสแห่งเมืองไมรา นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4 ได้รับการยกย่องให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะมาวันหนึ่ง เป็นวันคริตส์มาสเซนต์จึงเดินทางแจกของขวัญให้กับเด็กๆอย่างมีความสุข


            ต้นคริสต์มาสหรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน การตกแต่งนี้ย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้าน ในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19  ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

            เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งผู้แต่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมา ของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาส ที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้อง ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปเพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนอง ในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดนี้ ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก



การทำมิสซาเที่ยงคืนเมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส)ในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระ เยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสด้วย

 เทียนและพวงมาลัยในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบ เป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม และแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา มีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไป แขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่าน ไปมา ได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็น สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า. คำว่า Christmas ในภาษาอังกฤษ เป็นคำประสมซึ่งหมายถึง "มิสซาของคริสต์" มาจากคำในภาษาอังกฤษยุคกลางว่า Christemasse และภาษาอังกฤษโบราณว่า Cristes mæsse ซึ่งถูกพบครั้งแรกในเอกสารโบราณภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 คำว่า "Cristes" มาจากภาษากรีก Christos และ "mæsse" มาจากภาษาละติน missa (หมายถึง มิสซาอันศักดิ์สิทธิ์) ในภาษากรีกโบราณ ตัวอักษร Χ เป็นตัวอักษรแรกในคำว่า "คริสต์" จากการที่มันมีลักษณะเหมือนกับอักษรโรมัน X จึงได้ถูกใช้เพื่อย่อคำว่า "คริสต์" นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรษที่ 16 ด้วยเหตุนี้ ในบางครั้ง Xmas จึงใช้เพื่อย่อคำว่า "คริสต์มาส"

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

จริตกับการนั่งสมาธิ


จริต 6
จริต แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตชอบท่องเที่ยว หรืออารมณ์ที่ชอบท่องเที่ยวของจิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มี 6 ประการคือ
1.ราคะจริต จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่รักสวยรักงาม คือ พอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ชอบการมีระเบียบ สะอาด ประณีต พูดจาอ่อนหวาน เกลียดความเลอะเทอะ
2.โทสะจริต มีอารมณ์มักโกรธ เป็นคนขี้โมโหโทโส จะเป็นคนที่แก่เร็ว พูดเสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ แต่งตัวไม่พิถีพิถัน เป็นคนใจเร็ว
3.โมหะจริต มีอารมณ์จิตลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ชอบสะสมมากกว่าจ่ายออก มีค่าหรือไม่มีค่าก็เก็บหมด นิสัยเห็นแก่ตัว อยากได้ของของคนอื่น แต่ของตนไม่อยากให้ใคร ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล เรียกว่า เป็นคนชอบได้ ไม่ชอบให้
4.วิตกจริต มีอารมณ์ชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ คนประเภทนี้เป็นโรคประสาทมาก มีหน้าตาไม่ใคร่สดชื่น แก่เกินวัย หาความสุขสบายใจได้ยาก
5.สัทธาจริต มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ เชื่อโดยไร้เหตุผล พวกนี้ถูกหลอกได้ง่าย ใครแนะนำก็เชื่อโดยไม่พิจารณา
6.พุทธิจริต เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ การคิดการอ่าน ความทรงจำดี
อารมณ์ที่กล่าวมา 6 ประการนี้ บางคนมีอารมณ์ทั้ง 6 อย่างนี้ครบถ้วน บางรายก็มีไม่ครบ มีมากน้อยกว่ากันตามอำนาจวาสนาบารมีที่อบรมมาในชาติอดีต อารมณ์ที่มีอยู่คล้ายคลึงกัน แต่ความเข้มข้นรุนแรงไม่เสมอกันนั้น เพราะบารมีที่อบรมมาไม่เสมอกัน
ประโยชน์ของการรู้อารมณ์จริต
นักปฏิบัติควรรู้อาการของจริตที่จิตของตนคบหาสมาคมอยู่ เพราะการรู้อารมณ์จิตเป็นผลกำไรในการปฏิบัติ เพื่อการละด้วยการเจริญสมาธิก็ตาม พิจารณาวิปัสสนาญาณก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่การควบคุมความรู้สึกของอารมณ์ ถ้าขณะที่กำลังตั้งใจกำหนดจิตเพื่อเป็นสมาธิ หรือพิจารณาวิปััสสนาญาณอารมณ์จิตเกิดฟุ้งซ่าน ก็จะได้น้อมนำเอาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มาประคับประคองใจให้เหมาะสมเพื่อผลในสมาธิ หรือหักล้างด้วยอารมณ์วิปัสสนาญาณเพื่อให้ได้ฌานสมาบัติ หรือมรรคผลนิพพาน พระธรรมเพื่อผลของสมาบัติ ท่านเรียกว่า "สมถกรรมฐาน" มีทั้งหมด 40 อย่าง
อสุภกรรมฐาน 10 ,อนุสสติกรรมฐาน 10 ,กสิณ 10 ,อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 ,จตุธาตุววัฏฐาน 1 ,พรหมวิหาร 4 ,อรูป 4
แบ่งกรรมฐาน 40 ให้เหมาะแก่จริต
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึง ความเหมาะสมในกรรมฐานต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับอารมณ์จิตที่มีความข้องอยู่ในขณะนั้น ว่า เมื่อใดอารมณ์จิตของท่านผู้ใดข้องอยู่ในอารมณ์ชนิดใด ก็ให้เอากรรมฐานที่พระองค์ทรงประทานไว้ว่าเหมาะสมกันเข้าพิจารณา หรือภาวนาแก้ไขเพื่อความผ่องใสของอารมณ์จิต เพื่อการพิจารณาวิปัสสนาญาณ เพื่อมรรคผลนิพพานต่อไป กรรมฐาน 40 กองที่ท่านได้จำแนกไว้ เพื่อเหมาะสมกับจริตมีดังนี้
ราคะจริต
ราคจริตนี้ กรรมฐานที่เหมาะคือ อสุภกรรมฐาน 10 กับกายคตนานุสสติ 1 เมื่ออารมณ์รักสวยรักงามเกิดขึ้นแก่อารมณ์จิต จิตข้องอยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ ก็เอากรรมฐานนี้พิจารณาเป็นปกติ จนกว่าอารมณ์จะสงัดจากกามารมณ์ เห็นคนและสัตว์และสรรพวัตถุที่ชมชอบว่าสวยงดงาม กลายเป็นของน่าเกลียดโสโครกโดยกฎของธรรมดา จนจิตใจไม่มั่วสุมกับความงามแล้ว ก็พิจารณาวิปัสสนาญาณโดยยกเอาขันธ์ 5 เป็นอารมณ์ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา
โทสะจริต
คนมักโกรธ หรือขณะนั้นมีอารมณ์โกรธพยาบาทเกิดขึ้น ท่านให้เอากรรมฐาน 8 อย่าง คือ พรหมวิหาร 4 วัณณกสิณ 4 (วัณณกสิณ 4 ได้แก่ นีลกสิณ เพ่งสีเขียว โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว) ทั้ง 8 อย่างนี้เป็นกรรมฐานระงับดับโทสะ เลือกที่เหมาะสมมาเพ่งและใคร่ครวญพิจารณา อารมณ์โทสะจะค่อย ๆ คลายตัวระงับไป
โมหะ และ วิตกจริต
อารมณ์ที่ตกอยู่ในอำนาจของความหลง และครุ่นคิดตัดสินใจไม่ค่อยได้นั้น ท่านให้เจริญอานาปานานุสสติกรรมฐานอย่างเดียว อารมณ์ความลุ่มหลงฟุ้งซ่านก็จะสงบระงับไป
 สัทธาจริต
เกิดสัทธาความเชื่อ ให้เจริญกรรมฐาน 6 อย่าง คือ อนุสสติ 6 ประการ
พุทธานุสสติกรรมฐาน
ธัมมานุสสติกรรมฐาน
สังฆานุสสติกรรมฐาน
สีลานุสสติกรรมฐาน
จาคานุสสติกรรมฐาน
เทวตานุสสติกรรมฐาน
ทั้ง 6 อย่างนี้จะทำให้จิตใจของท่านที่ดำรงสัทธาผ่องใส
5. พุทธิจริต
คนเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์ มีปฏิภาณไหวพริบดี ให้เจริญกรรมฐาน 4 อย่าง
มรณานุสสติกรรมฐาน
อุปมานุสสติกรรมฐาน
อาหาเรปฏิกูลสัญญา
จตุธาตุวัฏฐาน
กรรมฐานที่เหมาะแก่จริตทั้ง 6 ท่านจัดไว้เป็น 5 หมวด รวมกรรมฐานที่เหมาะแก่จริต โดยเฉพาะจริตนั้น ๆ รวม 30 อย่าง หรือ 30 กอง ที่เหลืออีก 10 กอง คือ อรูป 4 ภูตกสิณ 4(ปฐวีกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อาโปกสิณ) และอาโลกกสิณ 1 อากาสกสิณ 1 รวมเป็น 10 อย่าง ซึ่งเป็นกรรมฐานเหมาะแก่จริตทุกอย่าง แต่สำหรับอรูปนั้น ถ้าใครต้องการเจริญ ท่านให้เจริญฌานในกสิณให้ได้ ฌาน 4 เสียก่อน แล้วจึงเจริญในอรูปได้ มิฉะนั้นแล้วจะไม่เป็นผลสำหรับผู้ฝึกสมาธิใหม่เพราะอรูปละเอียดเกินไป





วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


รหัส 1- 9 บอกความเป็นคุณได้






รหัส 1 : ข้อดีของคุณคือ คุณเป็นคนใจกว้าง
รักพวกพ้อง
รักครอบครัว ขยัน
มีความรับผิดชอบ จริงใจ
ตำแหน่งงานที่เหมาะกับคุณ คือ หัวหน้างาน
ระดับผู้บริหาร เจ้าของกิจการ
ข้อเสียของคุณคือ ความเอาแต่ใจตนเอง
มักชอบให้ผู้อื่นคล้อยตามในความคิดเห็นของตนเองเสมอ
ด้านความรัก จะรักแบบหึงหวงรักแบบหัวปรักหัวปรำ
แต่ถ้าเกลียดใครแล้วหน้าก็ไม่อยากมอง
สุขภาพ ต้องระวัง โรคเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด , สายตา

รหัส 2 : คุณเป็นคนใจดี ใจอ่อน ชอบออกกำลังกายรักสุขภาพ
ชอบท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ชอบเดินทาง
เกิดอีกที่หนึ่งไปโตอีกที่หนึ่ง มีพรสวรรค์ด้านภาษา
สามารถเข้าใจภาษาอื่นๆได้โดยง่าย แม้แต่การทำงานก็มีความละเอียด
รอบคอบ เพราะคุณจะตรวจแล้วตรวจอีกจนกว่าจะมั่นใจ
งานที่เหมาะกับคุณคือ การติดต่อสื่อสารทุกชนิด ,งานเกี่ยวกับเด็กๆ ,
ไกด์ , พนักงานต้อนรับ ,ครู
ข้อเสียของคุณคือ เป็นคนเบื่อง่าย เปลี่ยนใจง่าย ตัดสินใจช้า
ไม่มั่นใจตนเอง อารมณ์แปรปรวนง่าย
สุขภาพต้องระวัง โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ แพ้อาหาร แพ้อากาศเป็นต้น

รหัส 3 : คุณเป็นคนขยัน ชอบทำงาน ไม่ชอบเอาเปรียบใคร
รักเพื่อน รักครอบครัว เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย
เป็นคนลุยๆ มีความพยายามสูง อยากได้อะไรต้องได้
งานที่เหมาะกับคุณคือ งานข้าราชการ , พนักงานบริษัท ,
ครู , ทนายความ
สุขภาพที่ต้องระวัง โรคเกี่ยวกับ
ข้อต่อต่างๆของร่างกาย โรคทางกรรมพันธุ์

รหัส 4 : คุณเป็นคนใจดี ใจเย็น รักครอบครัว
ชอบรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ใครๆก็อยากอยู่ใกล้คุณ
งานที่เหมาะกับคุณ คือ การติดต่อสื่อสารทุกชนิด ,
นายหน้า , บัญชี , ค้าขาย , ประชาสัมพันธ์
สุขภาพที่ต้องระวัง โรคเกี่ยวกับช่องท้อง ,
ระวังเรื่องการรับประทานอาหาร ระบบย่อยอาหาร

รหัส 5 : คุณเป็นคน มีจิตใจที่หนักแน่น มั่นคง
มุ่งมั่น มีอุดมการณ์สูง มีเป้าหมายในชีวิต
งานที่เหมาะกับคุณคือ ผู้พิพากษา , อัยการ ,
ขายสังฆภัณฑ์ , งานข้าราชการ , ครู , นักธุรกิจ
สุขภาพที่ต้องระวัง โรคท้องผูก , ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ

รหัส 6 : คุณเป็นคนใจดี มีเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์
ใจอ่อนเสมอเมื่อมีคนมาขอความช่วยเหลือ ไม่ชอบการปฏิเสธคนอื่น
ชอบแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ มีรสนิยมสูง
งานที่เหมาะกับคุณคือ งานอิสระ , งานขาย ,
ประชาสัมพันธ์ , งานติดต่อสื่อสารทุกชนิด
สุขภาพที่ต้องระวังคือ โรคเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด ,
ภูมิแพ้ , โรคทางกรรมพันธ์

รหัส 7 :  เป็นคนสองบุคคลิก มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างอยู่ในคนเดียวกัน  บางครั้งชอบเข้าสังคม ชอบทำตัวเด่น แต่บางครั้งก็ชอบที่จะอยู่เงียบๆคนเดียว ขยัน อดทน
งานที่เหมาะกับคุณคือ งานอิสระ ,นักเขียน, งานศิลปะ พนักงานบริษัท
สุขภาพที่ต้องระวังคือ สายตา , โรคเกี่ยวกับ
ข้อต่อต่างๆ , โรคเกี่ยวกับช่องท้อง

รหัส 8 : คุณเป็นคนที่มีความสามารถ มองการณ์ไกล
มีความคิดล้ำหน้าคนอื่นอยู่เสมอ รู้ทันคน
อ่านใจคนเก่ง ชอบศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ
งานที่เหมาะกับคุณคือ หัวหน้างาน , ครู , นายหน้า ,
ตลาดหลักทรัพย์ , ร้านอาหาร
สุขภาพที่ต้องระวังคือ ระบบขับถ่าย , กระดูก
ข้อต่อต่างๆ , ผมร่วง ,สายตา

รหัส 9 : คุณเป็นคนที่ ใจดี มีเมตตาต่อผู้อื่น
รักความยุติธรรม ชอบท่องเที่ยว ชอบศึกาหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ
งานที่เหมาะกับคุณคือ การติดต่อสื่อสารทุกชนิด ,
บริษัททัวร์ , ไกด์ , ครูสอนภาษา , ล่าม ,งานเขียน
สุขภาพที่ต้องระวังคือ โรคเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด , ความดัน

วีธีการอ่านไพ่ Tarot ฉบับ เบญจา แบบย่อ

ก่อนอื่นคุณต้องมีไพ่อยู่ในมือก่อน 1 สำรับ ไพ่ที่นิยมใช้ดูกัน 78 Doors ไพ่ Gay , Witchy , Pagan
หลังจากนั้น คุณต้องมีสมาธิที่มั่นคงพอ ไม่วอกแวก จิตใจจดจ่ออยู่กับไพ่ มองไพ่เสมือนหนึ่งมีชีวิต
เพราะคุณต้องสื่อสารกับไพ่ก่อน ทำความเข้าใจกับไพ่ก่อนว่าแต่ละใบมีอะไรบ้าง
ก็ไม่ยากเลยในการใช้ไพ่ Tarot บอกในสิ่งที่คุณอยากรู้
ที่บางครั้งคุณก็หาคำตอบจากที่อื่นไม่ได้ แต่ไพ่กลับบอกคุณได้ แปลกไหมล่ะ ?
วิธีการอ่าน ก็ไม่ยาก อยู่ที่ว่าคุณอยากจะรู้เรื่องอะไร แล้วหยิบไพ่ขึ้นมา
อ่านไพ่ให้ออกว่าไพ่บอกอะไรคุณ จริงๆแล้วก็คือคุณเองนั่นแหละ
คำตอบที่ไพ่ก็คือคำตอบที่ใจของคุณเอง อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของคุณ มาแสดงออกที่ไพ่
เป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ลองดูนะคะ
ไม่เข้าใจตรงไหน ส่งกระทู้ถามได้นะคะ